MAHANAKHON SKYWALK

มุมมองชัดเจนบนเส้นขอบฟ้า

Text: Boonake A.
Photo: ฉัตรชัย เจริญพุฒ
Assistant Photographer: กมลรัตน์ ศรีสุข

หนึ่งในคำถามเกี่ยวกับมุมมองของชีวิตที่เกิดขึ้นในช่วงวัยที่ผ่านมา สิ่งหนึ่งทีถามกับตัวเองในโมงยามที่นั่งทอดอารมณ์กลางแจ้ง แล้วแหงนมองไปยังท้องฟ้าสีคราม หลายครั้งผมอยากรู้ว่า

“ในจุดสูงสุด ณ เส้นขอบฟ้า ถ้าเอาตัวเองไปสู่บนจุดนั้น เราจะมีความรู้สึกอย่างไร หรือนกที่บินอยู่บนท้องฟ้านั้นจะมองเห็นอะไรในมุมมองเบื้องล่าง แล้วเมื่อมองเห็นจะมีความรู้สึกอย่างไรกับภาพในตาเหล่านั้น”

จนได้มาพบคำตอบอย่างชัดเจน เมื่อได้มีโอกาสชวนหัวจิตหัวใจ และความรู้สึกตนเอง ขึ้นมาบนจุดยืนขนานกับเส้นขอบฟ้า เหนือสายตาของนก ที่ความสูง 315 เมตร ของจุดชมวิวอันเป็นสุดยอดแลนด์มาร์คระฟ้าแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ ที่มีชื่อว่า “มหานคร สกายวอล์ค”

ซึ่งการมาที่นี่คงไม่ได้มาเพียงหาคำตอบกับสิ่งที่ตัวเองสงสัย สิ่งที่ได้กลับไปคือประสบการณ์ บนความรู้สึกทุกอณูที่มีต่อสุดยอดแลนด์มาร์คแห่งนี้ เพื่อนำมาเล่าต่อในพื้นที่ของคอลัมน์ Creative Space

ย่างก้าวเข้าสู่ชั้นแรกของตัวตึก มหานครสกายวอล์คต้อนรับผมด้วยเพลง Here & Now อิเลกทรอนิกส์แดนซ์เบานุ่มลุ่มลึกของวง Sabbia Magica สร้างบรรยากาศความรื่นรมย์สงบเย็นในยามเช้า ระหว่างรออยู่ตรงจุดลงทะเบียนรับสติ๊กเกอร์แท๊ค เพื่อขึ้นไปยังชั้นบนอันเป็นจุดหมายหลักในการมาถึงครั้งนี้

แต่ก็ไม่ใช่จะรอเพียงเวลาที่เจ้าหน้าที่จะเจ้าหน้าที่ต้อนรับจะมาพาเราขึ้นไปยังชั้นบนเท่านั้น ในเวลาที่เหลือ ผมยังมีโอกาสได้เดินไปรอบเพื่อชมร้านขายของที่ระลึกของมหานครสกายวอล์ค ที่ถูกออกแบบบนแนวคิดในการสอดแทรกความเป็นไทยเข้าไปในความทันสมัยได้อย่างมีชั้นเชิง

นอกจากการตกแต่งพื้นที่แล้ว ของที่ระลึกแต่ละชิ้นภายใต้แบรนด์ “มหานคร”ที่ได้รับการออกแบบจากศิลปินนักออกแบบก็มีรายละเอียด และมีฟังก์ชั่นการใช้งานที่น่าสนใจ แถมยังมีการสอดแทรกกิมมิคของความเป็นไทยลงไปในชิ้นงานได้แบบซนๆ น่ารักๆ ด้วย

แล้วก็ถึงเวลาที่เจ้าหน้าที่ต้องรับมาถึง ก่อนขึ้นไปชมความงามบนเส้นขอบฟ้า มีการบรีฟข้อมูลคร่าวเกี่ยวตัวตึกมหานครให้ผมและทีมงานได้ทราบก่อน

ข้อมูลที่ได้รับคือนอกจากการเป็นแลนด์มาร์คระฟ้า ในด้านกายภาพของตึกมหานครยังมีความหลากหลายในพื้นที่ใช้สอย หรือที่เรียกว่า Mix Use Building ที่สมบูรณ์แบบ คือเป็นทั้งคิง เพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี,โรงแรมคิง เพาเวอร์,โครงการที่อยู่อาศัยสุดหรูอย่างเดอะ ริทซ์ คาร์ลตัน เรสซิเดนซ์,มหานคร คิวบ์ แหล่งรวมร้านอาหารนานาชาติระดับเวิลด์คลาส และมหานคร สแควร์ พื้นที่กิจกรรมครบวงจรใจกลางกรุงเทพมหานคร

ถึงเวลาที่เราจะได้ขึ้นไปกันจริงๆ เสียที แต่บริเวณรอลิฟต์ที่เรียกกันว่า “Bangkok Upside-Down and Digital Corridor”ก็ยังมีสตันซีนที่สร้างขึ้นจากอะครีลิคใสเป็นประติมากรรมกลับหัวแสดงภาพรวมของแผนที่กรุงเทพฯ มหานคร ประดับไว้เหนือหัว ให้เรายกกล้องสมาร์ทโฟนมาถ่ายกันได้แบบไม่ยั้ง

เมื่อก้าวเข้าสู่ในตัวลิฟต์นี่ยิ่งว้าว! มาก เพราะในยามที่ลิฟต์ยกตัวขึ้น จอแอลอีดีที่นำมาใช้เป็นผนังจะเริ่มแสดงภาพของกรุงเทพฯ พุ่งขึ้นจากพื้นดินมุ่งไปยังจุดสูงสุดบนท้องฟ้าอย่างน่าตื่นตา ในเวลาเพียง 50วินาที ก็มาถึงชั้น 74 ของตัวตึกได้อย่างน่าทึ่ง

ในชั้นนี้ส่วนคือจุดชมวิวภายในอาคาร (Indoor Observation Deck)ที่เปิดโอกาสได้ชมวิวจากมุมสูงผ่านกระจก ทั้งยังสามารถเล่นสนุกกับการชมสถานที่ท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ เสมือนจริงผ่านเครื่องเล่นคอนเทนต์ AR(Augmented Reality) เพื่อเข้าถึงจิตวิญญาณของเมืองหลวงแห่งนี้ได้แบบแนบสนิท

ทั้งยังสามารถส่งโปสการ์ดจากตู้ไปรษณีย์ ที่สูงที่สุดในประเทศไทย ให้คนที่เรารัก หรือส่งให้ตัวเอง เป็นที่ระลึกในการมายังจุดสูงสุดตรงนี้ด้วย นอกจากนั้นในชั้นนี้ยังโดดเด่นด้วยการออกแบบตกแต่งพื้นที่ด้วยธีม “Minimal Futuristic” ที่เน้นโทนสีดำเข้มขรึม ตัดกับผนังกรุอลูมิเนียมสีเงินขุ่น เผยให้เห็นถึงตัวตนแห่งความทันสมัยที่ควบคู่กับความมีรสนิยมได้อย่างลงตัว

ในส่วนนี้ยังมีการออกแบบให้มีการติดตั้งกระจกไว้เป็นเพดานไปทั่วทั้งบริเวณ เพื่อสร้างความรู้ที่โปร่งโล่ง รวมถึงเป็นการสร้างซีนทางสายตาให้รู้สึกว่าเสมือนเป็นภาพหัวกลับของพื้นที่ เพื่อให้คนที่มาสามารถถ่ายรูปได้ในมุมมองแปลกที่หาที่ไหนไม่ได้อีกด้วย

หลังจากใช้เวลาในชั้น 74 พอสมควร ถึงเวลาที่ได้เราจะได้ชิมเมนคอร์สจากหลักกันแล้ว นั่นคือการเดินผ่านบันไดวนๆๆๆ ขึ้นไปยังจุดสูงสุดของของตึกมหานครบนชั้น 78 เพื่อสัมผัสกับจุดไฮไลท์ที่สูงถึง 315 เมตร และพื้นกระจกลอยฟ้า(Glass Tray) ขนาด 63 ตารางเมตร อีกทั้งพื้นที่ตรงนี้ยังถูกปรับเปลี่ยนเป็น Roof top Bar ที่สูงสุด ในช่วงหลัง 5 โมงเย็นเป็นต้นไปอีกด้วย

ผมเลือกที่จะเดินไปสัมผัสกับพื้นกระจกใสก่อน ยอมรับกันแบบไม่อายใครว่า ด้วยควาเป็นคนกลัวความสูง การย่างก้าวบนกระจกใสที่มองทะลุลงไปที่พื้นดินได้แบบนี้ แม้รู้ทั้งรู้ว่ามีพื้นกั้นอยู่ แต่ก็อดที่จะให้หวิว มือสั่น ขาสั่นไม่ได้อยู่ดี เรียกว่าต้องรวบรวมความกล้ากันหลายฮึบกว่าจะก้าวขาออกไปได้ถึงกลางลานกระจก แต่เอาเป็นว่าก็ผ่านไปได้ด้วยใจระทึก

หลังจากนั่งพักให้ใจหายสั่นระรัว ก็ถึงเวลาก้าวเดินผ่านบันไดไปยังจุดชมวิวที่สูงที่สุด ที่เปิดโอกาสคุณได้ใกล้ชิดกับขอบฟ้ามากที่สุด เพื่อชมวิวซูเปอร์พาโนรามา 360 องศากรุงเทพมหานคร ได้ถนัดตา และไกลสุดลูกหูลูกตา แบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

สายลมผิวผ่านมาปะทะหน้า จนรู้สึกถึงความเย็น และความสงบ ผสานด้วยเสียงเพลง“Contigo Para Siempre” อิเลคโทร เลาจน์ มิวสิค สุดคูลของศิลปิน “Cesar Martinez Ensemble”ลอยมาแผ่วเบาผ่านเครื่องขยายเสียงที่ติดตั้งไว้รอบบริเวณลานชมวิว สร้างเป็นบรรยากาศแห่งความผ่อนคลาย เบาสบาย จนร่างกายแทบจะลอยไปตามสายลมและท่วงทำนองนั้น

ณ วินาทีแห่งภวังค์ความสบาย ผมเหมือนได้รับคำตอบบางอย่าง ที่เคยสงสัยเรื่องการอยู่บนเส้นขอบฟ้า ความรู้สึกของนกเมื่อโบยบินไปในท้องฟ้า ซึ่งคำตอบนั้นก็คือความรู้สึกแห่งความอิสระเสรี และความผ่อนคลายในกังวลทุกเรื่องราว จนจิตใจที่แสนวุ่นวายได้พักผ่อน นำกลับมาซึ่งความสงบสุขที่เกิดขึ้นอย่างเรียบง่ายอีกครั้ง นี่คือประสบการณ์แห่งความรู้สึกที่ยากจะหาพบได้ในเมืองหลวงที่แสนวุ่นวายอย่างกรุงเทพมหานคร

Location: 114ถนนนราธิวาสราชนครินทร์ แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพฯเปิดทุกวัน เวลา 10:00-00:00 น.

Leave A Comment