DOITUNG

“6 เหตุผลที่เราควรไปเที่ยวดอยตุง”

 

กรุงเทพฯ ไม่หนาว เราไม่ง้อ เราเก็บกระเป๋ามุ่งหน้าไปดอยตุง จังหวัดเชียงรายเลยดีกว่า

ที่เรียกกันติดปากว่า ‘ดอยตุง’ นั้น ชื่อเต็มๆคือ ‘โครงการพัฒนาดอยตุง’ ซึ่งอยู่ในการดูแลของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์  และถ้าใครอยากรู้เรื่องความเป็นมาของโครงการพัฒนาดอยตุงฯ เราเขียนไว้ที่ตอนท้ายของบทความนะจ๊ะ 

ทำไมต้องดอยตุง? ก็เพราะว่าตอนนี้มีงาน ‘สีสันแห่งดอยตุง ครั้งที่ 5’  เริ่มจัดมาตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม และจะไปสิ้นสุดวันที่ 27 มกราคม 2562 (ทุกวันเสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์) โดยเขามีสโลแกนประจำงานว่า “เยอะ ครบ คุ้มค่า สนุกได้ในดอยเดียว”

เราไปมาแล้ว และมันดีมากเพราะ…

  1. อากาศดีมาก… 

เพราะอยู่บนดอยสูง และมีต้นไม้ใหญ่ร่มครึ้มทั่วบริเวณ นอกจากต้นไม้จะเยอะแล้ว แต่ละต้นก็ใหญ่โตล่ำสันมากๆ ช่วยให้อากาศบนดอยตุงสดชื่น เย็นสบาย ยิ่งตอนนี้เป็นฤดูหนาว รับรองว่าขึ้นไปดอยตุงแล้วได้เย็นจับใจแน่นอน ผ้าพันคอ เสื้อหนาว ขนไปเลยรัวๆ ได้ใช้แน่นอน 

  1. มีของอร่อย

ที่ครัวตำหนักของดอยตุง มีอาหารเมืองหลากหลาย แต่เมนูที่พลาดไม่ได้คือหมูฮ้อง รสชาติดีเลิศ และไอศกรีมมะพร้าวใส่อะโวคาโด้นั้น… บอกเลยว่าไม่กินไม่ได้จริงๆ และถ้วยเดียวอาจจะไม่พอนะ ขอเตือน!

ที่พิเศษเฉพาะเทศกาลนี้คือมีขันโตกชนเผ่า เป็นอาหารที่

กาแฟดอยตุง–ไม่ต้องบรรยายอะไรให้มากมาย เพราะเป็นที่นิยมมานาน ที่สำคัญกาแฟคือพืชเศรษฐกิจชนิดแรกของดอยตุง 

แมคคาเดเมีย–นี่คือพืชเศรษฐกิจสำคัญอีกชนิดหนึ่งของดอยตุง แมคคาเดเมียปลูกได้ดีมากที่นั่น แต่ละเม็ดอวบอิ่มและมัน (เม็ดไหนไม่ได้มาตรฐานก็คัดออก)  จากแมคคาเดเมียรสธรรมชาติ ก็มีการต่อยอด ปรุงแต่งใส่รสใส่กลิ่นเข้าไป มีให้เลือกหลายรสทีเดียว ที่โดนใจมากคือรสพิซซ่า และรสสาหร่าย เป็นสองรสที่ได้เสียงตอบรับดีมากๆ

และยังมีขันโตกชนเผ่า อาหารพื้นถิ่นของชนเผ่าต่างๆ เช่นปิ้งบ่างมะหล่า ยำไก่สมุนไพร น้ำพริกมะเขือส้ม ปลาย่างสมุนไพร ลาบหมูหมก ไก่ดำตุ๋นยาจีน ฯลฯ เสิร์ฟกับข้าวเหนียวร้อนๆในใบตอง ขันโตกนี้ต้องเช็คกับมูลนิธิฯ ก่อนนะว่ามีวันไหนบ้าง

  1. มีของสวยให้ซื้อ 

ในบริเวณไร่แม่ฟ้าหลวง นอกจากร้านเสื้อผ้าของดอยตุงแล้ว ยังมีกาดดอยตุง ที่ให้ชนเผ่าต่างๆมาขายสินค้า เช่นเสื้อผ้าเครื่องประดับ ลูกปัด กำไลเงิน ฯลฯ แต่ละร้านอาจจะดูเหมือนๆ กัน แต่ขอให้เฟ้นสักนิด จะมีแอคเซสซอรี่ดีๆเก๋ๆหลบซ่อนอยู่ สามารถมามิกซ์แอนด์แมทช์ได้แล้วแต่สกิลและความคิดอันบรรเจิดของแต่ละคน ราคาก็แล้วแต่ความสามารถในการเจรจาต่อรอง

แต่ที่จะต้องพูดถึงด้วยก็คือร้านดอยตุง ที่มีเสื้อผ้าสวยๆ ทำจากผ้าทอสวยๆ ให้เลือกมากมาย บางครั้งดอยตุงก็จะเชิญดีไซเนอร์มาออกแบบให้ในบางคอลลเลคชั่นด้วย โรงทอผ้าของดอยตุงนี่ล่ะที่สร้างรายได้ให้แก่ชุมชนจนมีรายได้เสริมเลี้ยงตัวเอง นอกจากพืชผลทางเกษตรกรรม ความเป็นอยู่ก็ดีขึ้น เราได้ไปเยี่ยมโรงทอผ้าของดอยตุงด้วย ที่ชอบมากคือเขาจะจ้างแม่อุ้ยมานั่งปั่นด้าย ทำให้คนแก่มีสังคม มีเพื่อน แทนที่จะนั่งเฉาเป็นภาระลูกหลานอยู่บ้าน แถมยังได้ค่าขนมกลับบ้านอีกด้วย เมื่อใดที่แม่อุ้ยปั่นฝ้ายจนเมื่อยแล้ว เขาก็จะชวนลุกขึ้นมาออกกำลังกาย ยืดเส้นยืดสาย ผ้าของดอยตุงก็ยังเป็นที่ถูกอกถูกใจบริษัทต่างประเทศดังๆหลายแห่ง เอ่ยชื่อไปก็ต้องร้องอ๋อกันแน่นอน ประเทศที่นิยมสั่งผ้าจากดอยตุงคือญี่ปุ่น และประเทศแถบสแกนดิเนเวียที่มีสไตล์เรียบง่าย น้อยแต่มาก 

เซรามิก–ในงานสีสันแห่งดอยตุงจะมีเวิร์คช็อปเพนท์เซรามิก สีแต่ละสีที่ใช้ก็มาจากธรรมชาติ เขามีตัวอย่างลายให้วาด หรือจะใช้จินตนาการของตัวเองล้วนๆก็แล้วแต่ วาดเสร็จแล้วเขาจะนำไปเข้าเตาเผาให้ ซึ่งอาจจะใช้เวลาสัก 24 ชั่วโมง แต่เราก็จะได้ผลงานที่เป็นของเรา ชิ้นเดียวในโลกงี้!

อ้อ พูดถึงเวิร์กช็อป นอกจากเซรามิกแล้ว ยังมีสอนทำพวงกุญแจจากเศษด้ายในโรงทอผ้า และเซรามิกชิ้นเล็กชิ้นน้อย โอย..น่ารักมากเลยอะ 

  1. เรียนรู้ประวัติศาสตร์ 

ทุกอณูของดอยตุงคือประวัติศาสตร์ ทุกตารางนิ้วของดอยตุงทำให้เราคิดถึงสมเด็จย่า ผู้ซึ่งเป็นองค์บุกเบิกและเนรมิตที่นี่จากเขาหัวโล้นมาเป็นผืนดินที่อุดมสมบูรณ์เช่นนี้ 

พลาดไม่ได้คือเยี่ยมชมพระตำหนัก ซึ่งตอนนี้ได้เปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์ และทำได้ดีมาก มีเครื่องบรรยายหูฟังที่อธิบายทุกจุดในพระตำหนัก พระตำหนักนี้สร้างขึ้นในแบบชาเล่ต์สวิสผสมผสานกับสถาปัตยกรรมแบบล้านนา การตกแต่งภายเรียบง่าย เน้นประโยชน์ใช้สอย 

เมื่อเข้าไปถึงห้องโถงใหญ่ที่มีพระฉายาลักษณ์สมเด็จย่า อย่าลืมเงยหน้าชมเพดานด้วย (**สำคัญ** การเข้าชมพระตำหนัก ต้องแต่งกายเรียบร้อย ผู้หญิงไม่ใส่เสื้อแขนกุด และไม่ใส่กางเกงขาสั้น หรือกระโปรงสั้น เจ้าหน้าที่มีผ้าถุงให้เปลี่ยน)

นอกจากนี้ยังมี ‘หอแห่งแรงบันดาลใจ’ ซึ่งแสดงนิทรรศการสื่อผสมผสานรวบรวมพระราชประวัติสกุลมหิดล หลักการอภิบาลพระราชโอรสและพระราชธิดาของสมเด็จย่า รวมถึงโครงการในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชกว่า 4,000 โครงการ 

  1. ถ่ายรูปสวย 

ดอยตุงขึ้นชื่อเรื่องดอกไม้ สวนแม่ฟ้าหลวง สวยดอกไม้เมืองหนาว จัดเป็นลายผ้าชนเผ่า เรียงร้อยดอกไม้หลายสี ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปทั้งปี ดอกไม้ที่นี่ไม่เคยเหี่ยวเฉา เพราะเปลี่ยนออกทันทีที่เริ่มโรย ดอยตุงจึงสวยสดชื่นทั้งปี ไม่ว่าจะมาเวลาใด ไม่ได้มีเพียงดอกไม้สวยๆเท่านั้น แต่ยังมีชนเผ่าต่างๆมาโชว์การเล่นพื้นถิ่น (ชนเผ่าในพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุงฯ มี 6 เผ่าคือ อาข่า ลาหู่ ไทลัวะ ไทยใหญ่ ไทยลื้อ และจีนยูนนาน) เช่นโบว์ลิ่งสะบ้า ฟอร์มูล่าดอย ไม้ต่อขา ถ้ายังแอดเวนเจอร์ไม่พอ ก็ขอให้ลองเดินบนสะพานยอดไม้สูง 30 เมตร เป็นระยะทาง 295 เมตร สำหรับเด็กๆมีกิจกรรมสำรวจธรรมชาติ ถ่ายรูปกันให้หนำใจไปเลย

  1. ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมผู้จัดงานเลือกใช้วัสดุธรรมชาติที่หาได้ในท้องถิ่นเช่นไม้ไผ่ใบตองเป็นภาชนะใส่อาหารแทนโฟมเลือกใช้แสงสว่างจากหลอดประหยัดไฟและใช้รถไฟฟ้าเป็นยานพาหนะรับ-ส่งนักท่องเที่ยว

ส่วนเรื่องการกำจัดขยะนั้น เขาประเมินว่าจะมีขยะเกิดขึ้นระหว่างการจัดงานกว่า 1 ตันต่อวัน มีการเตรียมถังขยะให้นักท่องเที่ยวแยกขยะตามชนิด แล้วจะนำไปคัดแยกอีกครั้งเป็น Zero Waste พลาสติกและกระดาษก็นำไปรีไซเคิล นำเศษอาหารไปทำปุ๋ย หรืออาหารสัตว์ และนำภาชนะย่อยสลายได้ไปเป็นเชื้อเพลิงในโรงงาน

ติดตามรายละเอียดของงานได้ทางเฟซบุ๊ก MaefahluangFoundation หรือ #สีสันแห่งดอยตุง2018 

ความเป็นมาของโครงการพัฒนาดอยตุงฯ

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้เริ่มต้นทำโครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน)
อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงราย ตั้งแต่ พ.ศ. 2531 โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวไทยภูเขา 6 ชนเผ่า จำนวน 11,000 คนในขณะนั้น ตลอดระยะเวลา 30 ปี โดยน้อมนำศาสตร์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีมาเป็นหลักในการแก้ไขปัญหาของชุมชน 

เมื่อเริ่มดำเนินโครงการ พบว่าชุมชนมีความเป็นอยู่แร้นแค้น สภาพแวดล้อมแห้งแล้งและเสื่อมโทรม ภูเขามีสภาพเป็นเขาหัวโล้น ร้อยละ 70 ของคนในพื้นที่ไร้สัญชาติ ขาดสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน และมีฐานะยากจนโดยเฉลี่ยรายได้ต่อคนต่อปี เพียง 3,772 บาท ทำให้ชุมชนต้องหาทางรอดด้วยการประกอบอาชีพ
ผิดกฎหมาย เช่น การทำไร่เลื่อนลอย การปลูกฝิ่นและค้ายาเสพติด และเข้าสู่วงจรการค้ามนุษย์ 

สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงเล็งเห็นว่าปัญหาสำคัญนั้นเกิดจาก “วงจรแห่งความเจ็บป่วย ความยากจน และความไม่รู้” การดำเนินโครงการจึงใช้หลักการ “ปลูกป่า ปลูกคน” หรือการแก้ปัญหาความยากจนที่ยึดคนเป็นศูนย์กลาง และยึดหลักความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจที่สมดุลกับความมั่นคงทางสังคม และความสมบูรณ์ทางธรรมชาติ

ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ประสบความสำเร็จในการลดปริมาณการปลูกพืชยาเสพติด และแก้ปัญหาความยากจนของชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม ริเริ่มการสร้างงาน สร้างอาชีพ เพื่อพัฒนาทักษะความรู้และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้ชุมชนดอยตุง จากรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อปี 3,772 บาท ในปี 2531 ในปี 2560 ได้เพิ่มมาเป็น 106,137 บาทต่อคนต่อปี รวมทั้งได้สร้างหน่วยธุรกิจเพื่อสังคม 5 หน่วย ภายใต้แบรนด์
“ดอยตุง” ได้แก่ งานหัตถกรรม การเกษตร คาเฟ่ดอยตุง อาหารแปรรูป และการท่องเที่ยว และได้นำองค์ความรู้ด้านการพัฒนาและประสบการณ์ไปขยายผลทั้งในพื้นที่อื่นๆ ในประเทศและต่างประเทศ เช่น เมียนมา อัฟกานิสถาน และอินโดนีเซีย จนได้รับการยกย่องจากเวทีนานาชาติให้กลายเป็นต้นแบบของการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างยั่งยืน 

Leave A Comment